เรื่อง........มาบตาพุด
ในปี ๒๕๔๐ ความรุนแรงของมลพิษมาบตาพุดปะทุขึ้นเป็นข่าวใหญ่เมื่อครูและนักเรียนโรงเรียนมาบตาพุดพันพิทยาคารไม่สามารถทนต่อกลิ่นเหม็นที่ลอยมาจากนิคมอุตสาหกรรมได้หลายคนล้มป่วยถึงขั้นต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลฉุกเฉินสุดท้ายโรงเรียนต้องเป็นฝ่ายย้ายออกจากพื้นที่เพื่อหนีมลพิษ
หลังจากนั้นความสนใจของสังคมที่มีต่อสภาพมลพิษในมาบตาพุดและการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลก็จางหายไป…ตามระยะห่างที่เพิ่มขึ้น ระหว่างโรงเรียนกับแหล่งกำเนิดมลพิษ…
๑๐ ปีผ่านไป นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดก็กลับมามีปัญหาอีกครั้ง ตั้งแต่ต้นปี ๒๕๕๐ ด้วยประเด็นเดิมคือ “มลพิษ” – - ที่รุนแรงหนักยิ่งกว่าเดิม“มลพิษ” อันเป็นผลพวงจากยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมี วันนี้ศักยภาพการรองรับมลพิษทางอากาศใกล้ถึงขีดสุดเต็มทีน้ำทิ้งที่ปล่อยจากนิคมอุตสาหกรรมละแวกนั้นก็เกินค่ามาตรฐานอีกทั้งคุณภาพชีวิตของชาวบ้านเลวร้ายลงเรื่อยๆกระทั่งพบว่า อัตราการป่วยด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวของชาวเมืองระยองสูงกว่าคนในอำเภออื่น ด้วยเหตุผล สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและกรมควบคุมมลพิษ จึงเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติให้ประกาศพื้นที่เจ้าปัญหาเป็น “เขตควบคุมมลพิษ” ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ๒๕๓๕
แต่ข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้รับการตอบสนองอย่างที่ควรจะเป็นคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งมีโฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ เป็นประธานเลือกที่จะยื้อเวลาต่อไปอีกหน่อย ด้วยมติที่ว่า…หากจัดการปัญหามลพิษในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดไม่ได้ภายใน ๑ ปีจึงจะประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษซึ่งในฟากฝั่งของเหยื่อผู้ตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการเป็นโรคร้ายมีความเห็นตรงกันว่าเรื่องของสุขภาพและความป่วยไข้นั้นรอต่อไปไม่ได้แล้วจริงๆ
ล่าสุดเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขก็มีมติสั่งย้ายโรงพยาบาลมาบตาพุดออกจากนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดแล้วเพราะการนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับพื้นที่กำจัดขยะพิษของบริษัทเจนโก้เพียงแค่ถนนสองเลนกั้นขวางคงไม่มีทางหายป่วยได้แน่ๆขนาดบุคลากรทางการแพทย์เองยังออกปากว่า…วันไหนที่ลมเปลี่ยนทิศ ทำให้พื้นที่กำจัดขยะพิษอยู่ต้นลมคนท้ายลมก็แทบจะทำงานกันไม่ได้เลย และประชาชนสามารถฟ้องร้องได้ในมาตราที่ 67
ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ หมวดที่ 3 ส่วนที่ 12 มาตราที่ 67 ได้ระบุไว้ว่าสิทธิของบุคคลที่มีส่วนร่วมกับรัฐบาลและมชนในการอนุรักษ์ บำรุงรักษา และการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และในกรคุ้มครอง ส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ดำรงชีวิอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอัตรายต่อสุขภาพอนามะย สวัสดิการ หรือคุณภาพชีวิตของตน ย่อมได้รับการคุ้มครองตามความเหมาะสม
การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่ารุนแรงทั้งทางคุณภาพส่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนร่วมเสียก่อน รวมทั้งได้ให้องค์การอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่นมีการดำเนินการดะงกล่าว
สิทธิของชุมชนที่จะฟ้องหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป้นนิติบุคคล เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัตินี้ย่อมได้ระบความคุ้มครอง
นางสาว ยุภาวดี มากสุข
เลขที่30 รปศ. 512
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
เนื้อหารายละเอียดดีค่ะ
ตอบลบ